เทคนิคทางด้านการถ่ายภาพ
วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559
หัดถ่ายมาโคร
การถ่ายมาโครคือการถ่ายภาพวัตถุขนาดเล็กแบบโคลสอัพ เช่น ก้านเกสรดอกไม้ ตราไปรษณียากรหรือนาฬิกา การถ่ายมาโครจะขยายวัตถุขนาดเล็กให้ใหญ่ขึ้นได้หลายเท่าจนเราสามารถมองเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆซึ่งอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นเหมือนอีกโลกแห่งความงามหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆเราแต่เส้นผมกลับบังภูเขาอยู่นี่เอง!
อุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายมาโครมีอะไรบ้าง เลนส์ซูมตระกูล EF ของแคนนอนส่วนมากมีฟังก์ชั่นมาโครในตัวเพื่อให้คุณโคลสอัพวัตถุได้ในระดับหนึ่ง คุณสามารถถ่ายก้านเกสรดอกไม้และของเล็กๆเช่นนั้นได้ด้วยฟังก์ชั่นมาโคร แต่หากคุณอยากถ่ายให้ได้ใกล้ยิ่งกว่านั้นก็สามารถติดเลนส์โคลสอัพอย่างเช่น Canon 500D ลงบนเลนส์ปกติของคุณเพื่อให้คุณสามารถขยายภาพได้โดยไม่ต้องเสียเงินมากนัก
ในกรณีที่คุณต้องการถ่ายโคลสอัพอย่างจริงจังก็ควรเลือกมองเลนส์มาโครแท้ๆ อาทิ เลนส์มาโคร EF-S 60mm หรือ EF 100mm เพราะเลนส์กลุ่มนี้จะช่วยให้คุณสามารถขยายวัตถุได้ถึงขนาดเท่าจริงและสัมผัสได้ถึงคุณภาพในการโคลสอัพเหนือระดับ
แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้เลนส์แบบใดก็ควรจะถ่ายโดยใช้ขาตั้ง เพราะเวลาที่ถ่ายโคลสอัพนั้นอัตราการขยายจะสูงมาก หากกล้องเขย่าเพียงนิดเดียวก็จะเห็นได้ชัด การใช้ขาตั้งจะช่วยลดอาการสั่นไหวและทำให้ภาพคมกริบไร้ที่ติได้ ช่างภาพหลายคนจะใช้สายลั่นชัตเตอร์ประกอบด้วยเพื่อที่จะได้ไม่มีความเสี่ยงในการทำให้กล่องสั่นขณะกดชัตเตอร์ หากคุณไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็สามารถตั้งเวลาชัตเตอร์ให้ลั่นเพื่อลดการสั่นไหวของกล้องที่เกิดจากมือคุณขณะที่กดชัตเตอร์ได้เช่นกัน
หนึ่งเรื่องที่ต้องระวังขณะถ่ายมาโครก็คือระยะชัดตื้นที่จะตื้นมากๆ ปกติแล้วแทบจะไม่พอให้วัตถุชัดได้ทั้งรูป คุณจึงต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อให้โฟกัสตกลงบนส่วนที่สำคัญที่สุดของวัตถุพอดี เช่นหากคุณถ่ายโคลสอัพภาพดอกไม้คุณก็ต้องให้ยอดเกสรเพศเมียชัด คุณสามารถเปิดรูรับแสงให้แคบลง (ชัตเตอร์สปีดที่ช้าลงตามจะไม่มีผลต่อภาพเพราะว่าคุณใช้ขาตั้งกล้องอยู่แล้ว) แต่แม้กระนั้นระยะชัดตื้นก็จะยังตื้นมากอยู่ดีที่อัตราการขยายสูงๆดังกล่าว
และเมื่อคุณถ่ายโคลสอัพ วัตถุอาจจะอยู่ใกล้กับด้านหน้าของเลนส์มากๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ตัวกล้องหรือเลนส์อาจจะบังแสงจากแหล่งกำเนิดแสงได้ ให้คุณย้ายตำแหน่งวัตถุ กล้องหรือแหล่งกำเนิดแสงเพื่อไม่ให้เกิดการบดบังแสงขึ้น หรือคุณอาจเลือกใช้กระดาษแข็งสีขาวเพื่อสะท้อนแสงลงบนวัตถุก็ได้เช่นกัน
ช่างภาพที่จะถ่ายมาโครจริงจังอาจเลือกลงทุนเพิ่มเติมในชุดแฟลชเพื่อการถ่ายมาโครโดยเฉพาะ แคนนอน MT-24EX ประกอบด้วยแฟลชคู่ติดตั้งทางด้านหน้าของเลนส์เพื่อให้แสงเข้าสม่ำเสมอกันไม่ว่าจะถ่ายวัตถุที่อยู่ใกล้เพียงใด หรือคุณอาจเลือกแฟลชวงแหวนแคนนอน MR-14EX ซึ่งทำงานเหมือนกับ MT-24EX เว้นเสียแต่ว่าแสงที่ได้จะเป็นวงแหวนรอบทั่ววัตถุโดยไม่มีเงาตรงจุดใดเลย
โลกของการถ่ายมาโครเป็นโลกที่น่าทึ่งและสนุกสนาน ที่ดีที่สุดก็คือว่าคุณสามารถถ่ายภาพมาโครดีๆได้ทุกที่ทุกเวลา เช่นถ้าคุณติดฝนอยู่กับบ้านก็สามารถเอากล้อง EOS ของแคนนอนออกมาแล้วเริ่มถ่ายมาโครได้เลย จะถ่ายเม็ดฝนที่เกาะอยู่บนกระจกหน้าต่างก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไม่ผิดกฎกติกาแต่อย่างใดทั้งสิ้น!
อุปกรณ์ที่จำเป็นในการถ่ายมาโครมีอะไรบ้าง เลนส์ซูมตระกูล EF ของแคนนอนส่วนมากมีฟังก์ชั่นมาโครในตัวเพื่อให้คุณโคลสอัพวัตถุได้ในระดับหนึ่ง คุณสามารถถ่ายก้านเกสรดอกไม้และของเล็กๆเช่นนั้นได้ด้วยฟังก์ชั่นมาโคร แต่หากคุณอยากถ่ายให้ได้ใกล้ยิ่งกว่านั้นก็สามารถติดเลนส์โคลสอัพอย่างเช่น Canon 500D ลงบนเลนส์ปกติของคุณเพื่อให้คุณสามารถขยายภาพได้โดยไม่ต้องเสียเงินมากนัก
ในกรณีที่คุณต้องการถ่ายโคลสอัพอย่างจริงจังก็ควรเลือกมองเลนส์มาโครแท้ๆ อาทิ เลนส์มาโคร EF-S 60mm หรือ EF 100mm เพราะเลนส์กลุ่มนี้จะช่วยให้คุณสามารถขยายวัตถุได้ถึงขนาดเท่าจริงและสัมผัสได้ถึงคุณภาพในการโคลสอัพเหนือระดับ
แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้เลนส์แบบใดก็ควรจะถ่ายโดยใช้ขาตั้ง เพราะเวลาที่ถ่ายโคลสอัพนั้นอัตราการขยายจะสูงมาก หากกล้องเขย่าเพียงนิดเดียวก็จะเห็นได้ชัด การใช้ขาตั้งจะช่วยลดอาการสั่นไหวและทำให้ภาพคมกริบไร้ที่ติได้ ช่างภาพหลายคนจะใช้สายลั่นชัตเตอร์ประกอบด้วยเพื่อที่จะได้ไม่มีความเสี่ยงในการทำให้กล่องสั่นขณะกดชัตเตอร์ หากคุณไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็สามารถตั้งเวลาชัตเตอร์ให้ลั่นเพื่อลดการสั่นไหวของกล้องที่เกิดจากมือคุณขณะที่กดชัตเตอร์ได้เช่นกัน
หนึ่งเรื่องที่ต้องระวังขณะถ่ายมาโครก็คือระยะชัดตื้นที่จะตื้นมากๆ ปกติแล้วแทบจะไม่พอให้วัตถุชัดได้ทั้งรูป คุณจึงต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อให้โฟกัสตกลงบนส่วนที่สำคัญที่สุดของวัตถุพอดี เช่นหากคุณถ่ายโคลสอัพภาพดอกไม้คุณก็ต้องให้ยอดเกสรเพศเมียชัด คุณสามารถเปิดรูรับแสงให้แคบลง (ชัตเตอร์สปีดที่ช้าลงตามจะไม่มีผลต่อภาพเพราะว่าคุณใช้ขาตั้งกล้องอยู่แล้ว) แต่แม้กระนั้นระยะชัดตื้นก็จะยังตื้นมากอยู่ดีที่อัตราการขยายสูงๆดังกล่าว
และเมื่อคุณถ่ายโคลสอัพ วัตถุอาจจะอยู่ใกล้กับด้านหน้าของเลนส์มากๆ ในสถานการณ์เช่นนี้ตัวกล้องหรือเลนส์อาจจะบังแสงจากแหล่งกำเนิดแสงได้ ให้คุณย้ายตำแหน่งวัตถุ กล้องหรือแหล่งกำเนิดแสงเพื่อไม่ให้เกิดการบดบังแสงขึ้น หรือคุณอาจเลือกใช้กระดาษแข็งสีขาวเพื่อสะท้อนแสงลงบนวัตถุก็ได้เช่นกัน
ช่างภาพที่จะถ่ายมาโครจริงจังอาจเลือกลงทุนเพิ่มเติมในชุดแฟลชเพื่อการถ่ายมาโครโดยเฉพาะ แคนนอน MT-24EX ประกอบด้วยแฟลชคู่ติดตั้งทางด้านหน้าของเลนส์เพื่อให้แสงเข้าสม่ำเสมอกันไม่ว่าจะถ่ายวัตถุที่อยู่ใกล้เพียงใด หรือคุณอาจเลือกแฟลชวงแหวนแคนนอน MR-14EX ซึ่งทำงานเหมือนกับ MT-24EX เว้นเสียแต่ว่าแสงที่ได้จะเป็นวงแหวนรอบทั่ววัตถุโดยไม่มีเงาตรงจุดใดเลย
โลกของการถ่ายมาโครเป็นโลกที่น่าทึ่งและสนุกสนาน ที่ดีที่สุดก็คือว่าคุณสามารถถ่ายภาพมาโครดีๆได้ทุกที่ทุกเวลา เช่นถ้าคุณติดฝนอยู่กับบ้านก็สามารถเอากล้อง EOS ของแคนนอนออกมาแล้วเริ่มถ่ายมาโครได้เลย จะถ่ายเม็ดฝนที่เกาะอยู่บนกระจกหน้าต่างก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไม่ผิดกฎกติกาแต่อย่างใดทั้งสิ้น!
ถ่ายภาพยามค่ำคืน
การถ่ายภาพแสงเป็นอะไรที่ง่ายด้วยและสนุกด้วย คุณแทบไม่ต้องการอุปกรณ์อะไรพิเศษเลยหากคุณมีขาตั้งอยู่แล้ว การถ่ายภาพยามค่ำคืนโดยหลักแล้วก็คือการเปิดชัตเตอร์นานๆเพื่อจับแสงที่อยู่ในฉาก คุณจึงจำเป็นต้องมีขาตั้งที่ดีและมั่นคง ช่างภาพหลายคนจะใช้สายลั่นชัตเตอร์ประกอบด้วยเพื่อที่จะได้ไม่มีความเสี่ยงในการทำให้กล่องสั่นขณะกดชัตเตอร์ หากคุณไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ก็สามารถตั้งเวลาชัตเตอร์ให้ลั่นเพื่อลดการสั่นไหวของกล้องที่เกิดจากมือคุณขณะที่กดชัตเตอร์ได้เช่นกัน
เนื่องจากคุณใช้ขาตั้งอยู่แล้วคุณจึงสามารถใช้ ISO ต่ำๆและความเร็วชัตเตอร์ช้าๆได้เพื่อให้ภาพออกมาดูดีที่สุดและมีน๊อยซ์ต่ำ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล้อง EOS มีอิมเมจโปรเซสเซอร์ DIGIC อยู่แล้ว) และความเร็วชัตเตอร์ต่ำจะช่วยให้คุณเก็บการเคลื่อนไหวของแสงให้เห็นเป็นสายได้
ชื่ออาจจะบอกอยู่ว่าเป็นการถ่ายภาพยามค่ำคืน แต่ถ้าถ่ายตอนค่ำก็จะสวยงามกว่ามืดสนิท แสงสุดท้ายที่ยังหลงอยู่บนท้องฟ้าจะช่วยให้ภาพสว่างขึ้นอีกนิด ภาพที่ออกมาจะได้ไม่เห็นท้องฟ้าเป็นสีดำสนิทดูน่าเบื่อ ขอแนะนำให้คุณถ่ายภาพเวลา 19.00 – 19.30 น. เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดและได้ฟ้าที่สวยน่าชมที่สุดด้วย
ลองตั้งค่าแสงต่างๆกันดูเพราะว่าเวลาในการเปิดชัตเตอร์ที่ต่างกันก็จะให้ผลที่ต่างกัน การเปิดชัตเตอร์นานถึง 30 วินาทีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรด้วย เพราะยิ่งเปิดชัตเตอร์นานเท่าใดคุณก็จะยิ่งมีเวลาเก็บแสงที่พาดผ่านได้นานเท่านั้น ให้ภาพของคุณดูมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่ หากในภาพคุณมีถนนและรถวิ่งผ่าน แสงสีแดงที่มาจากไฟเบรคมักจะปรากฏเป็นสายในภาพได้สวยกว่าแสงสว่างจากไฟหน้าด้วย
หากคุณเป็นมือใหม่กับการถ่ายภาพยามค่ำคืนจริงๆ ก็ขอเพียงคุณตั้งกล้องบนขาตั้ง จัดองค์ประกอบภาพแล้วโฟกัส จากนั้นจึงตั้งกล้องเป็นโหมด Aperture Priority (Av) และตั้งรูรับแสงเป็น f/8 และ ISO ที่ 100 เริ่มถ่ายภาพในช่วง 19.00 - 19.30 น. เท่านี้คุณก็จะมีภาพถ่ายยามค่ำคืนเป็นชุดเป็นการชิมลางแล้ว โปรดอย่าลืมว่าการถ่ายภาพยามค่ำคืนนี้เป็นเหมือนการทดลอง จึงขอให้ทุกท่านไม่ลืมที่จะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการทดลองนี้ด้วย
เนื่องจากคุณใช้ขาตั้งอยู่แล้วคุณจึงสามารถใช้ ISO ต่ำๆและความเร็วชัตเตอร์ช้าๆได้เพื่อให้ภาพออกมาดูดีที่สุดและมีน๊อยซ์ต่ำ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล้อง EOS มีอิมเมจโปรเซสเซอร์ DIGIC อยู่แล้ว) และความเร็วชัตเตอร์ต่ำจะช่วยให้คุณเก็บการเคลื่อนไหวของแสงให้เห็นเป็นสายได้
ชื่ออาจจะบอกอยู่ว่าเป็นการถ่ายภาพยามค่ำคืน แต่ถ้าถ่ายตอนค่ำก็จะสวยงามกว่ามืดสนิท แสงสุดท้ายที่ยังหลงอยู่บนท้องฟ้าจะช่วยให้ภาพสว่างขึ้นอีกนิด ภาพที่ออกมาจะได้ไม่เห็นท้องฟ้าเป็นสีดำสนิทดูน่าเบื่อ ขอแนะนำให้คุณถ่ายภาพเวลา 19.00 – 19.30 น. เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดและได้ฟ้าที่สวยน่าชมที่สุดด้วย
ลองตั้งค่าแสงต่างๆกันดูเพราะว่าเวลาในการเปิดชัตเตอร์ที่ต่างกันก็จะให้ผลที่ต่างกัน การเปิดชัตเตอร์นานถึง 30 วินาทีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรด้วย เพราะยิ่งเปิดชัตเตอร์นานเท่าใดคุณก็จะยิ่งมีเวลาเก็บแสงที่พาดผ่านได้นานเท่านั้น ให้ภาพของคุณดูมีชีวิตชีวาอย่างเต็มที่ หากในภาพคุณมีถนนและรถวิ่งผ่าน แสงสีแดงที่มาจากไฟเบรคมักจะปรากฏเป็นสายในภาพได้สวยกว่าแสงสว่างจากไฟหน้าด้วย
หากคุณเป็นมือใหม่กับการถ่ายภาพยามค่ำคืนจริงๆ ก็ขอเพียงคุณตั้งกล้องบนขาตั้ง จัดองค์ประกอบภาพแล้วโฟกัส จากนั้นจึงตั้งกล้องเป็นโหมด Aperture Priority (Av) และตั้งรูรับแสงเป็น f/8 และ ISO ที่ 100 เริ่มถ่ายภาพในช่วง 19.00 - 19.30 น. เท่านี้คุณก็จะมีภาพถ่ายยามค่ำคืนเป็นชุดเป็นการชิมลางแล้ว โปรดอย่าลืมว่าการถ่ายภาพยามค่ำคืนนี้เป็นเหมือนการทดลอง จึงขอให้ทุกท่านไม่ลืมที่จะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการทดลองนี้ด้วย
ถ่ายภาพแนวสตรีท
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าการถ่ายภาพแนวสตรีทคือการถ่ายภาพตามท้องถนน ฟังดูอาจเหมือนเป็นเรื่องเล็กแต่การถ่ายภาพแนวสตรีทก็ทำให้เราได้เห็นภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนจากสังคมต่างๆมาแล้วทั่วโลก
และเนื่องจากถนนเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ การถ่ายภาพแนวสตรีทจึงกลายเป็นรูปแบบการถ่ายภาพที่พบเห็นได้เยอะที่สุด แต่การถ่ายภาพแนวสตรีทแบบไม่มีการวางแผนและไม่มีแนวคิดอะไรก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลที่สามารถใช้การได้ บทความนี้จะเป็นการนำเสนอเทคนิคง่ายๆที่คุณสามารถปฏิบัติใช้เพื่อพัฒนาความสามารถในการถ่ายภาพแนวนี้
ในการถ่ายภาพแนวสตรีทคุณไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มากมายอะไร นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การถ่ายภาพแนวนี้เป็นที่นิยมขึ้นมาได้ กล้องดิจิตอลซิงเกิ้ลเลนส์ขนาดเล็กที่ช่างภาพหลายคนมีใช้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการถ่ายแนวสตรีท หรือหากคุณอยากจะใช้กล้องคอมแพคอย่าง IXUS หรือ PowerShot เพื่อถ่ายอย่างแนบเนียนท่ามกลางผู้คนหรือกลางถนนก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนเรื่องเลนส์นั้นคงจะไม่สามารถระบุความยาวโฟกัสที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแนวสตรีทได้เนื่องจากสิ่งที่มีให้ถ่ายนั้นมีอยู่หลากหลาย บางท่านอาจเลือกถ่ายจากระยะใกล้ด้วยเลนส์มุมกว้างอย่างเลนส์ 24 มม.หรือ 28 มม.จากกลางฝูงชนเพื่อเก็บบรรยากาศ บางท่านอาจชอบยืนถ่ายเน้นบุคคลหรือรายละเอียดใดๆในฉากจากระยะไกลด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ คุณสามารถทดลองใช้เลนส์ขนาดต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆนั้นและสไตล์ของคุณเองได้ตามถนัด
ตอบคำถามที่ว่าคุณควรจะใช้เลนส์ซูมหรือเลนส์ฟิกซ์ดี เลนส์ซูมจะมอบความสะดวกและความรวดเร็วมากกว่าเพราะคุณจะสามารถถ่ายภาพได้ที่หลายความยาวโฟกัสแต่ขนาดก็จะใหญ่กว่าเลนส์ฟิกซ์และรูรับแสงก็จะแคบกว่าเลนส์ฟิกซ์ที่ระยะเท่ากัน ช่างภาพหลายรายชอบใช้เลนส์ฟิกซ์ที่เล็กและสว่างกว่าอย่างเช่นเลนส์แคนนอน EF 28mm f/1.8 เพื่อจับภาพในสภาพแสงน้อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งเลนส์ฟิกซ์และเลนส์ซูมก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง สุดท้ายแล้วคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้เลือกได้
และเนื่องจากถนนเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ การถ่ายภาพแนวสตรีทจึงกลายเป็นรูปแบบการถ่ายภาพที่พบเห็นได้เยอะที่สุด แต่การถ่ายภาพแนวสตรีทแบบไม่มีการวางแผนและไม่มีแนวคิดอะไรก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลที่สามารถใช้การได้ บทความนี้จะเป็นการนำเสนอเทคนิคง่ายๆที่คุณสามารถปฏิบัติใช้เพื่อพัฒนาความสามารถในการถ่ายภาพแนวนี้
ในการถ่ายภาพแนวสตรีทคุณไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มากมายอะไร นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การถ่ายภาพแนวนี้เป็นที่นิยมขึ้นมาได้ กล้องดิจิตอลซิงเกิ้ลเลนส์ขนาดเล็กที่ช่างภาพหลายคนมีใช้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการถ่ายแนวสตรีท หรือหากคุณอยากจะใช้กล้องคอมแพคอย่าง IXUS หรือ PowerShot เพื่อถ่ายอย่างแนบเนียนท่ามกลางผู้คนหรือกลางถนนก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน
ส่วนเรื่องเลนส์นั้นคงจะไม่สามารถระบุความยาวโฟกัสที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการถ่ายภาพแนวสตรีทได้เนื่องจากสิ่งที่มีให้ถ่ายนั้นมีอยู่หลากหลาย บางท่านอาจเลือกถ่ายจากระยะใกล้ด้วยเลนส์มุมกว้างอย่างเลนส์ 24 มม.หรือ 28 มม.จากกลางฝูงชนเพื่อเก็บบรรยากาศ บางท่านอาจชอบยืนถ่ายเน้นบุคคลหรือรายละเอียดใดๆในฉากจากระยะไกลด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ คุณสามารถทดลองใช้เลนส์ขนาดต่างๆเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆนั้นและสไตล์ของคุณเองได้ตามถนัด
ตอบคำถามที่ว่าคุณควรจะใช้เลนส์ซูมหรือเลนส์ฟิกซ์ดี เลนส์ซูมจะมอบความสะดวกและความรวดเร็วมากกว่าเพราะคุณจะสามารถถ่ายภาพได้ที่หลายความยาวโฟกัสแต่ขนาดก็จะใหญ่กว่าเลนส์ฟิกซ์และรูรับแสงก็จะแคบกว่าเลนส์ฟิกซ์ที่ระยะเท่ากัน ช่างภาพหลายรายชอบใช้เลนส์ฟิกซ์ที่เล็กและสว่างกว่าอย่างเช่นเลนส์แคนนอน EF 28mm f/1.8 เพื่อจับภาพในสภาพแสงน้อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งเลนส์ฟิกซ์และเลนส์ซูมก็มีข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง สุดท้ายแล้วคุณเท่านั้นที่จะเป็นผู้เลือกได้
- แฟลช
เราควรจะใช้แฟลชในการถ่ายภาพแนวสตรีทหรือไม่ คงจะไม่มีคำตอบใดเป็นคำตอบที่ถูกต้องเพราะว่าทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความตั้งใจของคุณ
หากคุณต้องการถ่ายแบบแคนดิด (Candid) โดยไม่ให้แบบรู้ตัวก็ไม่สามารถใช้แฟลชได้อย่างแน่นอนเพราะจะทำให้แบบรู้ตัวและคุณก็จะไม่สามารถถ่ายภาพที่ต้องการได้ วิธีการแก้ที่ดีที่สุดคือการตั้งค่า ISO ให้สูงขึ้นเพราะไม่ว่าอย่างไรการใช้แฟลชก็จะทำให้เสียอารมณ์ภาพตามธรรมชาติอยู่ดี
แต่ถ้าคุณต้องการถ่ายภาพอีเวนท์อย่างเช่น การแสดงต่างๆตามท้องถนนอย่างที่แบบรู้ตัวอยู่แล้วและเต็มใจให้คุณถ่าย การใช้แฟลชก็สามารถทำให้สีสันในภาพสดใสยิ่งขึ้นและทำให้รายละเอียดที่ตกอยู่ในเงาปรากฏเห็นเป็นสว่างขึ้นได้ อย่างเช่นบรรดาเครื่องแต่งกายและเมคอัพที่มีสีสันนั้นก็จะปรากฏในภาพอย่างสวยงามที่สุดเมื่อมีการใช้แฟลชประกอบ - กระเป๋าและการแต่งกาย
ช่างภาพส่วนมากจะเห็นพ้องต้องกันว่าการแต่งตัวสบายๆแบบไม่เตะตานั้นเหมาะสำหรับการถ่ายภาพแนวสตรีทที่สุด การจะถ่ายภาพแคนดิด(Candid) ให้ประสบความสำเร็จได้นั้นคุณจะต้องทำตัวกลมกลืนกับสถานการณ์ให้ได้เสียก่อนและไม่ดึงดูดความสนใจมาที่ตัวเองแต่อย่างใด - ทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ของคุณเอง
คงไม่มีใครที่จะถ่ายภาพออกมาดูดีได้ทั้งที่ยังไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ของตนเอง เมื่อคุ้นเคยกับกล้อง EOS และเลนส์ของคุณแล้วคุณก็จะสามารถทุ่มความสนใจให้กับแบบและสถานการณ์ในแต่ละขณะนั้นเพื่อการถ่ายภาพได้อย่างดีที่สุด คุณควรจะสามารถปรับควบคุมกล้องได้โดยสัญชาตญาณเพื่อที่แบบของคุณจะได้ไม่ลุกหนีไปเสียก่อนขณะที่คุณยังก้มหน้าก้มตาปรับกล้องอยู่ - เข้าใจแบบของคุณ
แบบบางกลุ่มมักจะมีพฤติกรรมในลักษณะหนึ่งๆอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัจจัยอย่างเช่นอายุ สถานการณ์หรือวัฒนธรรมก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นช่างภาพงานแต่งซึ่งทราบดีว่าพิธีการมาตรฐานของงานแต่งเป็นอย่างไรและจะสามารถจัดตนเองให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการถ่ายช็อทต่างๆที่สุด (เช่น ช็อทตัดเค้กหรือช็อทการแลกเปลี่ยนคำมั่นสัญญา) เพราะด้วยความที่เขาเข้าใจในพฤติกรรมของแบบจึงสามารถถ่ายช็อทนั้นๆได้ดีกว่าใคร - ใช้เวลาตระเวนตามท้องถนนให้มากยิ่งขึ้น
การใช้เวลาอยู่บนท้องถนนจะช่วยให้คุณรู้จักและเข้าใจในพฤติกรรมและอากัปกิริยาต่างๆของแบบได้ดียิ่งขึ้นจนนำไปสู่ภาพที่ออกมาดียิ่งกว่าในที่สุด การถ่ายภาพแนวสตรีทไม่มีอะไรแน่นอน โอกาสเกิดภาพอาจมาเมื่อไรและที่ใดก็ได้ ดังนั้นการอยู่บนถนนให้มากก็จะช่วยให้คุณมีโอกาสสำเร็จมากยิ่งขึ้นด้วย - รู้ขอบเขตของตนเอง
คุณควรจะรับรู้และระแวดระวังสภาพแวดล้อมรอบตัวแม้ในขณะที่ถ่ายภาพอยู่ สถานที่บางแห่งอาจจะมีอันตรายแฝงมากกว่าที่อื่นๆ คุณจึงควรใส่ใจดูความเปลี่ยนแปลงรอบตัวอยู่เสมอ เช่น การออกไปตามถนนหนทางของบางเมืองในช่วงกลางคืนก็อาจจะเป็นอันตรายได้เช่นกัน - จังหวะเด็ด
Henri-Cartier Bresson ช่างภาพข่าวชื่อดังที่สุดผู้หนึ่งของโลกเป็นผู้ที่คิดคำว่า "the decisive moment" ขึ้นมา ในความหมายของเขาก็คือจังหวะเด็ดจังหวะนั้นเพียงจังหวะเดียวที่เป็นสื่อแทนทุกสิ่งที่แบบทำ หากคุณสามารถจับจังหวะเด็ดนั้นได้ก็จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวให้กับผู้อ่านได้อย่างดีที่สุดด้วย
แต่การที่จะจับจังหวะเด็ดได้นั้นคุณจะต้องเฝ้ารอและหยั่งรู้ให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ด้วยความแม่นยำพอสมควร หากคุณสามารถหยั่งรู้ได้แล้วก็จะสามารถรอจังหวะเด็ดเพื่อเก็บภาพเหตุการณ์นั้นเมื่อมันเกิดขึ้นได้ในที่สุด
หากคุณพยายามเข้าไปสวมวิญญาณของแบบและคิดว่าต่อไปเขาจะทำอะไร ไตร่ตรองให้ดีและใจเย็นรอด้วยความรู้ความเข้าใจ คุณก็จะสามารถจับจังหวะเด็ดที่ว่านี้ได้ในที่สุด
ถ่ายด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ให้ได้ภาพคมชัดที่สุด
การถ่ายภาพด้วยเลนส์เทเลโฟโต้ยาวๆสามารถทำให้ภาพสั่นได้หากถือกล้องไม่ดี เพราะในเมื่อขนาดของวัตถุถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นอาการสั่นไหวของกล้องใดๆก็จะรุนแรงขึ้นเป็นสัดส่วนเท่าๆกันไป ยิ่งความยาวโฟกัสไกลเท่าใดก็ยิ่งประคองกล้องให้นิ่งได้ยากมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
เทคโนโลยี Image Stabilizer ของแคนนอนสามารถช่วยให้ภาพของคุณคมชัดได้แม้ในขณะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำก็จริง แต่หากคุณได้เรียนรู้วิธีการจับถือเลนส์เทเลโฟโต้อย่างเหมาะสมแล้วก็จะช่วยให้คุณถ่ายภาพได้ดียิ่งขึ้น
วิธีการคือให้คุณใช้มือซ้ายประคองเลนส์อย่างมั่นคง (แต่ไม่บีบแน่นเกินไป) ในขณะที่มือขวาของคุณควบคุมการทำงานต่างๆของกล้อง ปล่อยให้น้ำหนักของกล้องและเลนส์เกือบทั้งหมด (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) อยู่บนมือซ้ายและปล่อยให้มือขวาว่างควบคุมกล้องได้
ชิดศอกเข้าหาตัวเพื่อให้เกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมและช่วยประคองเลนส์ให้นิ่ง กดกล้องให้แน่นอยู่กับใบหน้า (แต่ไม่ต้องแน่นมากเกินไปนัก) เพื่อให้กล้องนิ่งยิ่งขึ้น ก่อนถ่ายภาพให้คุณหายใจเข้าครึ่งปอดแล้วกลั้นใจไว้สองสามวินาทีก่อนที่จะกดชัตเตอร์
ใช้ขาตั้งกล้องเสมอหากสามารถทำได้เพื่อให้ภาพคมชัดสูงสุด แต่ถ้าคุณไม่มีขากล้องติดไปด้วยก็สามารถอิงตัวกับกำแพง ม้านั่ง ต้นไม้หรือเสาโคมไฟเพื่อช่วยให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้าคุณมีกระเป๋าหรือเสื้อแจ็คเก็ตก็สามารถใช้วางเพื่อเอาเลนส์พาดได้เช่นกัน
เทคโนโลยี Image Stabilizer ของแคนนอนสามารถช่วยให้ภาพของคุณคมชัดได้แม้ในขณะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำก็จริง แต่หากคุณได้เรียนรู้วิธีการจับถือเลนส์เทเลโฟโต้อย่างเหมาะสมแล้วก็จะช่วยให้คุณถ่ายภาพได้ดียิ่งขึ้น
วิธีการคือให้คุณใช้มือซ้ายประคองเลนส์อย่างมั่นคง (แต่ไม่บีบแน่นเกินไป) ในขณะที่มือขวาของคุณควบคุมการทำงานต่างๆของกล้อง ปล่อยให้น้ำหนักของกล้องและเลนส์เกือบทั้งหมด (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด) อยู่บนมือซ้ายและปล่อยให้มือขวาว่างควบคุมกล้องได้
ชิดศอกเข้าหาตัวเพื่อให้เกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมและช่วยประคองเลนส์ให้นิ่ง กดกล้องให้แน่นอยู่กับใบหน้า (แต่ไม่ต้องแน่นมากเกินไปนัก) เพื่อให้กล้องนิ่งยิ่งขึ้น ก่อนถ่ายภาพให้คุณหายใจเข้าครึ่งปอดแล้วกลั้นใจไว้สองสามวินาทีก่อนที่จะกดชัตเตอร์
ใช้ขาตั้งกล้องเสมอหากสามารถทำได้เพื่อให้ภาพคมชัดสูงสุด แต่ถ้าคุณไม่มีขากล้องติดไปด้วยก็สามารถอิงตัวกับกำแพง ม้านั่ง ต้นไม้หรือเสาโคมไฟเพื่อช่วยให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้าคุณมีกระเป๋าหรือเสื้อแจ็คเก็ตก็สามารถใช้วางเพื่อเอาเลนส์พาดได้เช่นกัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
